The Third Day

The Third Day มินิซีรีส์เรื่องใหม่ 6 ตอนจบ ที่มีแนวทางขายความลึกลับสยองขวัญ ผ่านงานภาพสวยโดดเด่นสะดุดตามาก กับเรื่องราวบนเกาะเล็กๆ ที่มีความเชื่อแปลกประหลาดบนพื้นฐานที่ต่างออกไปจากสังคมโลกปกติ

สล็อตออนไลน์

มินิซีรีส์จากประเทศอังกฤษที่มีแนวทางเดียวกับหนัง Midsommar แนวชุมชนขนาดเล็กในที่ปิด ที่มีพิธีกรรมสยองในแบบความเชื่อของตัวเอง และก็เป็นหนังที่เน้นขายงานศิลป์ทั้งภาพทั้งการออกแบบดีไซน์สิ่งต่างๆ ในเรื่องอย่างสวยงาม ซึ่ง The Third Day มาในแนวทางเดียวกันทั้งหมด แต่สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ทำได้ดีกว่ามากคือการที่หนังไม่เล่าเรื่องแบบไม่อินดี้หรือยัดเยียดความอาร์ตให้กับผู้ชมจนเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังอย่าง Midsomar แม้จะดูดีมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ถูกใจนักวิจารณ์สายเสพงานอินดี้อาร์ทๆ ที่ต้องมานั่งตีความอะไรเยอะแยะ แต่กับผู้ชมทั่วไปแทบหาวไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้จะเอาความสยองมาเป็นจุดขายให้ผู้ชมตื่นตัวก็ตาม แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงอะไรแบบนั้นเลย

jumboslot

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ “แซม” (รับบทโดย Jude Law) ชายหนุ่มที่เข้าไปช่วยชีวิตเด็กสาววัยรุ่นที่พยายามฆ่าตัวตายในป่า และตัดสินใจพาเธอไปส่งยังบ้านที่อยู่ในชุมชนเล็กๆ บน “เกาะโอซี” เกาะที่มีทางเชื่อมกับโลกภายนอกคือถนนคดเคี้ยวระหว่างเกาะที่ต้องรอน้ำขึ้นลงถึงจะข้ามไปมาได้ แม้ว่าผู้คนจะดูเป็นมิตรในตอนแรก แต่แล้วเขากลับพบว่าผู้คนบนเกาะนี้มีความเชื่อแปลกประหลาดที่สืบทอดกันมายาวนาน และดูซ่อนเร้นประสงค์อะไรบางอย่างในตัวเขา ซึ่งเขาไม่ใช่คนนอกเพียงคนเดียวในตอนนี้ แต่ยังมี “เจส” (รับบทโดย Katherine Waterston ) ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องราวของชุมชนบนเกาะนี้ ซึ่งเธอก็พยายามอธิบายให้เขาฟังถึงสิ่งแปลกประหลาดที่แซมต้องเจอและสยดสยองกับมัน ว่าเป็นแค่ความเชื่อของชาวบ้านเท่านั้นเอง แต่แล้วเธอกลับต้องมาพบกับความผิดปกติที่แซมพยายามบอกเธอเช่นกัน

การันตีได้ว่าเรื่องราวดูเข้าใจง่ายไม่ยาก แม้ EP1 ตอนแรกอาจจะรู้สึกว่าเรื่องราวดูสับสนเข้าใจยาก มีปริศนามากมายซ่อนไว้ตามทาง ทั้งจินตนาการของตัวเอกในยามปกติและในฝัน หรือการเล่นภาพมุมกล้องแปลกๆ ให้ชวนสงสัยจนถึงขั้นงงว่าสื่ออะไร แต่พอขึ้น EP2 (แบ่งเป็นวันตามชื่อเรื่องวันที่ 1 2 3) เรื่องราวจะถูกเฉลยมาเรื่อยๆ ตอน 3 ก็เคลียร์แล้ว การเดินเรื่องไว สนุกแบบแปลกใหม่ แทบไม่มีช่วงเบื่อเลยระหว่างที่ดู และก็จบช่วงแรกที่ตรงนี้ เพราะนี่เป็นมินิซีรีส์ 6 ตอนจบเท่านั้น และเป็นแบบลิมิเต็ดจบเลย ที่มีการแบ่งภาคหรือพาร์ทของเรื่องราวออกเป็น 2 ส่วนบวกสเปเชียลอีก 1 ส่วนละ 3 ตอนจบตามฤดู ขึ้นต้นด้วยฤดูร้อน Summer ต่อด้วย Winter ฤดูหนาว โดยมีฤดูใบไม้ร่วง Autumn เป็นตอนพิเศษอีก 3 ตอนที่ยังไม่กำหนดการฉายใน HBO ว่ามาเมื่อไหร่ แต่ทางผู้สร้างบอกไว้แล้วว่าดูจบแค่ 6 ตอนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งหลังดู 3 ตอนแรกจบช่วง Summer ก็บอกได้เลยว่าเรื่องราวค่อนข้างเคลียร์ปมชัดหมดแล้วในส่วนของตัวเอก Jude Law และเนื้อเรื่องก็ออกมาดีงามมาก จบได้ลงตัวมีเหตุผล แม้จะไม่ได้เซอร์ไพรส์มาก สิ่งที่เห็นตอนแรกก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด สารภาพเลยว่าตอนแรกที่เริ่มดูซีรีส์เรื่องนี้คิดว่าคงไม่แตกต่างจาก Midsommar อะไร เหมือนไปก๊อปมาด้วยซ้ำ แต่กลับแตกต่างและลงตัวมีเหตุผลดีกว่าในส่วนของพิธีกรรมประหลาดๆ บนเกาะแห่งนี้ได้อย่างลงตัว และยังทิ้งปริศนาไว้พองาม แบบไม่ต้องสนใจก็ได้ เพราะตัวเรื่องน่าจะไปเฉลยทีหลังในช่วง Winter กับ Autumn โดยที่ไม่ได้มีผลกับเนื้อเรื่องหลักของ Summer ที่จบไปครับ

เครดิตฟรี

พาร์ท WInter เป็นเรื่องราวของครอบครัวสามแม่ลูก ลูกสาวสองคนกับแม่ผิวสีที่มาฉลองวันเกิดลูกสาวกันที่เกาะนี้ แต่แล้วกลับหาที่พักไม่ได้ อีกทั้งผู้คนบนเกาะยังดูเหมือนมุ่งร้ายกับพวกเธออีกด้วย

ในตอนแรกจะดูเหมือนเรื่องราวจะไม่เกี่ยวข้องกับ Summer นอกจากตัวละครบนเกาะเดิม และก็เดินรอยเดิมเริ่มจากบรรยากาศเกาะที่ไม่น่าไว้ใจ ก่อนที่จบตอนแรกจะเฉลยถึงจุดเชื่อมโยงหากัน ซึ่งถือว่าเซอร์ไพรส์พอสมควร แต่ว่าเรื่องราวหลังจากนั้นค่อนข้างไม่มีอะไรแปลกใหม่ นั่นก็เพราะในพาร์ท Summer คนดูยังไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู หรือคนบนเกาะนี้ต้องการ อะไรกันแน่ ซึ่งพอเราเข้าใจภาพรวมของเรื่องแล้ว ตัวเรื่อง Winter เลยเหมือนเป็นแค่ภาคต่อ เนื้อเรื่องต่อให้จบเท่านั้น ซึ่งเรื่องราวจริงๆ ก็คืออีก 1 ปีต่อมา และเราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครหลักแซมกับเจส ซึ่งเป็นผลพวงต่อจากตอนจบและสิ่งที่ทั้งสองคนร่วมกันทำไว้ โดยมีบทสรุปของเรื่องราวความขัดแย้งบนเกาะรอบใหม่เข้ามาเป็นประเด็น แต่ก็ไม่ได้จบแบบเคลียร์สมบูรณ์ ตัวเรื่องจบแบบปลายเปิด โดยมีเรื่องลี้ลับเข้ามาเกี่ยวข้องนิดๆ

สล็อต

งานด้านภาพเหมือนเรื่องไม่ได้ต้องการครีเอทอะไรสวยๆ มาให้คนดูติดตามแบบ Summer อาจจะเพราะว่าเรื่องคือ Winter ฤดูหนาว ฉากโลเกชั่นต่างๆ เลยแห้งแล้งไปหมด ซึ่งน่าเสียดายเหมือนกันว่าจุดเด่นของซีรีส์นี้จางหายไปเลย พาร์ทนี้ก็เลยเหมือนงานสร้างธรรมดา ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นแบบที่พาร์ทแรกทำไว้ได้ดีมากครับ